ผ่าวิกฤตศรัทธา ‘สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์’ ส่องมุมมอง 2 ฝ่าย พร้อมเจาะลึกข้อกังวลทางกฎหมายและทางออกองค์กร
เพชรบูรณ์ – สถานการณ์ภายใน สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์
จำกัด กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ทั้งจากสมาชิกและบุคคลภายนอก
สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการและการบริหารงานภายในองค์กร
จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้ได้บานปลายเกินกว่าความเห็นต่างระหว่างบุคคล
แต่กำลังก้าวเข้าสู่ "ข้อพิพาททางกฎหมาย" ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะนิติกรรมและความมั่นคงของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์ในระยะยาว
โดยฝ่ายบริหาร
(ชุดที่ 70) ยันทำตามระเบียบ-ยึดประโยชน์ส่วนรวม
จากกรณีดังกล่าว
คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ (ชุดที่ 70) ได้มีมติและออกแถลงการณ์ชี้แจง
โดยเน้นย้ำถึงการทำงานภายใต้กรอบข้อบังคับและขั้นตอนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างถูกต้อง
โดยสรุป 3 เหตุผลหลัก ดังนี้
1. ทำตามระเบียบที่ผ่านการอนุมัติแล้ว การเลือกตั้งผู้แทนสมาชิก
คณะกรรมการดำเนินการ และผู้ตรวจสอบกิจการ ดำเนินการถูกต้องตามข้อบังคับ
ระเบียบสหกรณ์ และ พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 (มาตรา 50,
53 และ 56) ซึ่งระเบียบสรรหาดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว
การเลือกตั้งและการบริหารงานจึงมีความชอบธรรมตามกฎหมาย
2. ไม่มีเหตุเร่งด่วนต้องเปิดประชุมวิสามัญ ฝ่ายบริหารมองว่าการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ
และมีกำหนดจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2569 อยู่แล้ว
คำร้องขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญของกลุ่มสมาชิกจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะชี้ว่ามีความเร่งด่วน
หรือหากไม่ได้จัดประชุมวิสามัญจะทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง
3. หวั่นภาระค่าใช้จ่ายสูง การจัดประชุมใหญ่แต่ละครั้งมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
ซึ่งเป็นงบประมาณของสมาชิกทุกคน นอกจากนี้ การแก้ไขข้อบังคับตามข้อ 112 กำหนดให้ผู้ร้องขอต้องจัดทำข้อความแก้ไขพร้อมเหตุผล
ยื่นให้คณะกรรมการพิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันประชุมใหญ่
จึงต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนเดิมเป็นหลัก
ส่วน ‘กลุ่มสหกรณ์สีขาว’
ชู พ.ร.บ. สหกรณ์ เป็นกฎหมายแม่บท เรียกร้องคืนสิทธิ 1 คน 1 เสียง
ขณะที่สมาชิกผู้ร้องเรียนในนาม "กลุ่มสหกรณ์สีขาว" (ตัวแทนสมาชิก 121 คน) มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรเพื่อคืนธรรมาภิบาล
โดยตั้งข้อโต้แย้งสำคัญ ดังนี้
ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย กลุ่มสมาชิกชี้ให้เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 คือกฎหมายแม่บทซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าข้อบังคับภายในของสหกรณ์
ดังนั้น ข้อบังคับหรือระเบียบใดที่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. สหกรณ์
ย่อมถือเป็นมติต้องห้ามและไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้
ยื่นข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้าง เสนอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 15 คน (ประกอบด้วยตัวแทนสหกรณ์จังหวัด, กรรมการชุดที่ 70, ตัวแทนสมาชิก และผู้ทรงคุณวุฒิ)
เพื่อร่วมยกร่างแก้ไขข้อบังคับและระเบียบให้ถูกต้อง
พร้อมเรียกร้องให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญผู้แทนสมาชิกเพื่อพิจารณาอนุมัติร่างข้อบังคับดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
ฟื้นระบบประชาธิปไตยโดยตรง เรียกร้องให้คืนสิทธิเลือกตั้งแบบ "1 คน 1 เสียง" ให้แก่สมาชิกทุกคนตามกฎหมายแม่บท
ไม่ใช่การตัดรอนสิทธิแล้วให้ผู้แทนสมาชิกเป็นผู้ลงมติรับรองผลแทน
พร้อมเสนอให้ผู้สมัครประธานและกรรมการต้องแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อยกระดับความโปร่งใส
เจาะลึก 3 ความเสี่ยงทางกฎหมาย หากปล่อยปัญหาคาราคาซัง
“ข่าวเพชรชัยออนไลน์” ได้เจาะลึกถึงข้อกังวลทางกฎหมาย
ซึ่งหากพิจารณาตามหลักนิติธรรมแล้ว หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
อาจนำไปสู่ความเสี่ยงร้ายแรง 3 ประการ:
1. สุ่มเสี่ยงขัด พ.ร.บ. สหกรณ์ มาตรา 50 กระบวนการจัดเลือกตั้งนอกที่ประชุมใหญ่
หรือการให้ผู้แทนสมาชิกเป็นผู้ลงมติรับรองผลการเลือกตั้งแทนที่ประชุมใหญ่
อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์
ที่ระบุให้การเลือกตั้งต้องกระทำในที่ประชุมใหญ่โดยตรง
ซึ่งจะส่งผลให้สถานะของคณะกรรมการชุดที่ได้รับการเลือกตั้งสั่นคลอน
2. นิติกรรมสัญญาเสี่ยงเป็นโมฆะ หากคณะกรรมการที่เข้าสู่อำนาจด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ไปอนุมัติงบประมาณ ลงนามในสัญญา กู้ยืมเงิน หรือออกระเบียบต่างๆ
มติหรือสัญญานั้นอาจถูกร้องฟ้องให้เป็นโมฆะในภายหลัง
ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อองค์กรและบุคคลภายนอก
3. การเผชิญหน้าทางคดีความ หากกลไกการแก้ปัญหาภายในองค์กรไม่ทำงาน
สมาชิกมีแนวโน้มจะใช้มาตรการทางกฎหมายภายนอกเข้าจัดการ
ซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสหกรณ์
เปิดช่องทางออกทางกฎหมายสำหรับสมาชิก
เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรต้องเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ
สมาชิกสามารถดำเนินการตามแนวทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ดังนี้
ใช้อำนาจตามมาตรา 60 รวมตัวกันยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ นายทะเบียนสหกรณ์ (หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ / สหกรณ์จังหวัด) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการว่าฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับหรือไม่
ส่งหนังสือแจ้งเตือน ออกหนังสือบอกกล่าวเตือนอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการเพื่อขอให้ระงับกระบวนการที่สุ่มเสี่ยง
และใช้เป็นหลักฐานในการรักษาสิทธิทางกฎหมาย
ร้องศาลขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หากเห็นว่าเกิดความเสียหายร้ายแรง
สมาชิกสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลแพ่ง (ตามมูลคดี)
เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับมติหรือการเลือกตั้งไว้ก่อน
เร่งปรับปรุงแก้ไขระเบียบ สมาชิกผู้ร้องเสนอให้เร่งแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่บทโดยเร็วที่สุด
เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายในระยะยาว
บทสรุป
ใช้ "หลักนิติธรรม" ผ่าทางออก ร่วมสร้างสมดุลอำนาจบริหาร-สิทธิการตรวจสอบ
ความขัดแย้งในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์
จำกัด ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็น "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่ต้องใช้หลักนิติธรรมเป็นเครื่องมือนำทาง การยึดถือเพียงระเบียบปฏิบัติเดิมโดยละเลยข้อกฎหมายแม่บทและเจตนารมณ์ของ
พ.ร.บ. สหกรณ์ มีแต่จะนำพาองค์กรไปสู่วิกฤตความศรัทธา
ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือการที่ ฝ่ายบริหารต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับการตรวจสอบจากสมาชิก และร่วมกันแก้ไขข้อบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ขณะเดียวกัน ฝ่ายสมาชิกผู้ร้องก็ต้องใช้สิทธิตามระเบียบข้อบังคับและช่องทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ หลีกเลี่ยงการฟ้องร้องที่อาจสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น เพื่อร่วมกันสร้างสมดุลระหว่างอำนาจบริหารและสิทธิการตรวจสอบ อันจะช่วยคุ้มครองให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพชรบูรณ์แห่งนี้ ยังคงเป็นที่พึ่งพิงทางการเงินที่มั่นคงและทรงเกียรติของครูเพชรบูรณ์ต่อไป



ไม่มีความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น