เจาะลึก “โครงการแลกดิน” ทำได้จริงตามกฎหมาย แต่ทำไมเกิดเหตุ “เบรกรถขุด” ที่หนองไผ่?
เพชรบูรณ์ – กลายเป็นประเด็นที่สังคมท้องถิ่นให้ความสนใจ
จากกรณีเหตุการณ์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
ณ พื้นที่สาธารณประโยชน์ หมู่ที่ 6 บ้านวังชงโค
ตำบลกองทูล อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อฝ่ายปกครองในพื้นที่ (กำนัน)
ได้สั่งระงับการปฏิบัติงานของผู้รับเหมาที่นำเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการขุดดินในที่สาธารณะ
โดยมีการอ้างว่าเป็นคำสั่งจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในขณะที่ฝ่ายบริหารชี้แจงว่าได้หารือด้วยวาจากับทางอำเภอแล้ว
แต่ยังมิได้ยื่นเอกสารเสนอขออนุมัติอย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาในหมู่ประชาชนว่า “โครงการแลกดิน” คืออะไร? สามารถทำได้จริงหรือไม่? และกระบวนการที่ถูกต้องตามระเบียบราชการต้องเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการละเมิดกฎหมายในภายหลัง
“โครงการแลกดิน”
ทำได้จริง แต่ “นึกจะทำก็ทำไม่ได้”
ในทางปฏิบัติของราชการส่วนท้องถิ่น “โครงการแลกเปลี่ยนสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพยากร
(เช่น ดิน หรือมูลดิน)” เพื่อประโยชน์สาธารณะ
สามารถดำเนินการได้จริง เช่น การขุดลอกสระน้ำสาธารณะที่ตื้นเขิน
โดยให้ผู้รับเหมานำดินที่ขุดไปแลกเปลี่ยนเป็นค่าจ้างแทนการจ่ายเงินงบประมาณ
หรือที่เรียกกันติดปากว่า "โครงการแลกดิน"
ทว่า การดำเนินการในที่ดินสาธารณประโยชน์นั้น มีกฎหมายควบคุมไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 และ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งมีขั้นตอนทางราชการที่ชัดเจน
การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินโครงการในที่สาธารณะ ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตามลำดับขั้นตอน
5 ขั้นตอนสำคัญ... กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
1. การสร้างการมีส่วนร่วมและทำประชาคม: เริ่มต้นจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่
โดยต้องผ่านการทำประชาคมหมู่บ้านและประชาคมตำบล
เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบร่วมกัน
2. การบรรจุเข้าแผนพัฒนาท้องถิ่น: เมื่อผ่านประชาคมแล้ว โครงการจะต้องถูกนำไปบรรจุและเข้าแผนพัฒนาท้องถิ่น
มีการออกแบบแปลนงาน และกำหนดราคากลางรวมถึงร่างขอบเขตงาน (TOR)
3. การขออนุมัติใช้ที่ดินและการจำหน่ายมูลดิน
(ขั้นตอนสำคัญทางกฎหมาย): เนื่องจากการขุดดินในที่สาธารณะและการนำดินออกจากพื้นที่
ถือเป็นการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ท้องถิ่น "ต้องทำเรื่องเสนอขออนุมัติต่อนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด" (ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย) เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่และขออนุมัติเรื่องการจัดการมูลดินอย่างถูกต้อง
ไม่สามารถสั่งการด้วยวาจาแล้วดำเนินการได้ทันที
4. การผ่านความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น: โครงการและงบประมาณ (หรือรูปแบบการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์)
จะต้องถูกนำเข้าเสนอต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขอความเห็นชอบ
5. กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ: เมื่อได้รับอนุมัติจากทุกภาคส่วนแล้ว
งานพัสดุจะต้องดำเนินการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง
หรือจัดทำสัญญาจ้าง/สัญญาแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการตาม
พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
บทสรุปและข้อพึงระวังของ
"ผู้บริหารท้องถิ่น"
จากเหตุการณ์ที่บ้านวังชงโค
หมู่ 6 ตำบลกองทูล
ที่เกิดขึ้นนั้น
สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการประสานงานและการข้ามขั้นตอนทางราชการ
แม้ว่าเจตนาของผู้บริหารอาจต้องการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
แต่ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการคือสิ่งสำคัญที่สุดที่มิอาจละเลยได้
หน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่นย่อมทราบดีว่า
การดำเนินการใด ๆ
ในที่สาธารณประโยชน์โดยที่ยังไม่มีหนังสืออนุมัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือทำลายทรัพย์สินของทางราชการได้
การที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าตรวจสอบและสั่งระงับเหตุ
จึงเป็นการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตามวงรอบกฎหมาย
เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สำคัญว่า
ทุกโครงการของรัฐ... ความโปร่งใสและระเบียบขั้นตอนตามกฎหมาย
ต้องมาก่อนเครื่องจักรเสมอ.
กองบรรณาธิการ รายงาน
.jpg)






ไม่มีความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น