Facebook

เพชรชัยออนไลน์.........เตรียมติดตามอ่านหนังสือการ์ตูน ขุมทรัพย์ศรีเทพ มรดกเหนือกาลเวลา เร็วๆนี้

ผู้ตรวจการแผ่นดินพร้อมคณะลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เร่งตรวจสอบปมออก น.ส.ล. ทับที่ดินประชาชน "ป่าโคกตาด"

        วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะ พร้อมด้วย นายศรัญยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้านผู้ร้องเรียนในพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลป่าเลา และหมู่ที่ 1 ตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรมเกี่ยวกับปัญหาที่ดิน

โดยเรียกร้องขอให้เร่งพิจารณาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ พช 159 แปลงที่สาธารณประโยชน์ "ป่าโคกตาด" ที่ได้กำหนดแนวเขต ทับที่ชาวบ้าน เหตุล่าช้ามานานหลายปี ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน

โดยคณะผู้ตรวจการแผ่นดินมีการลงพื้นที่พบปะประชาชน ที่บริเวณ วัดโคกตาด ตำบลนางั่ว อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ พร้อมทั้งประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ (สคทช.) จังหวัดเพชรบูรณ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ที่ผ่านมากรมที่ดิน ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญการรังวัดจากกรมที่ดินลงพื้นที่ตรวจสอบรังวัดสอบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ แปลงดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมได้ให้ความเห็นต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปแล้ว


      โดยการนำชี้ของผู้สูงอายุที่ยังมีชีวิตอยู่ และอดีตผู้นำหมู่บ้าน พร้อมได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ทราบแล้ว

ขณะที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าว ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และชี้แจงว่ายังมีผู้คัดค้านและไม่เห็นด้วยอีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสารธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนยังคงใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์การเพิกถอน หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ น.ส.ล. 159 ได้ทันทีตามกฎหมาย หากไม่มีข้อยุติเรื่องขอบเขตและหลักฐานรับรองที่แน่ชัด

      ในระหว่างการตรวจสอบแนวเขต ศาลได้สั่งทุเลาและงดการบังคับคดีชั่วคราวแก่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) เร่งลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานมหาดไทยและท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายปัญหาให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ในการประชุมตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ ตัวแทนประชาชนได้สะท้อนปัญหาว่า นับตั้งแต่มีการดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศที่ดินสาธารณประโยชน์และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ น.ส.ล. ทับที่อยู่ชาวบ้านทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากการถูกกล่าวหาว่าบุกรุกพื้นที่ ถูกดำเนินคดี ถูกจับกุม และต้องเดินทางไปต่อสู้คดีในชั้นศาล รวมถึงมีภาระค่าใช้จ่ายและค่าปรับเกิดขึ้นจริง 

       ขณะที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำแหน่งและแนวเขตของที่ดินแปลงพิพาทยังเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน 

ประเด็นสำคัญคือข้อมูลการก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการดำเนินงานและสำรวจพื้นที่มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2530 โดยผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ในขณะนั้นได้มีการลงพื้นที่สำรวจแนวระบบสายส่งร่วมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงตรวจสอบพื้นที่ที่แนวสายส่งพาดผ่าน โดยมีระยะทางในพื้นที่สาธารณะประมาณ 1.2 กิโลเมตร และมีการบันทึกข้อมูลการใช้พื้นที่ไว้ในเอกสารของหน่วยงาน ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานสำคัญอีกส่วนหนึ่งในการนำมาเปรียบเทียบกับแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ในปัจจุบัน เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ในอดีตและแนวเขตที่ปรากฏในเอกสารราชการมีความสอดคล้องกันหรือไม่

      ด้านกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานด้านแผนที่ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีข้อมูลแผนที่ภูมิประเทศและข้อมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข ซึ่งสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ลักษณะภูมิประเทศ ความสูงต่ำ และความลาดชันของพื้นที่ได้ โดยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการตรวจสอบตำแหน่งของโคก เนิน และลักษณะทางธรรมชาติที่ปรากฏในพื้นที่จริง เพื่อช่วยให้การตรวจสอบแนวเขตมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ตัวแทนประชาชนได้เรียกร้องเสนอให้เชิญผู้สูงอายุในชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 80-87 ปี ซึ่งยังมีความทรงจำและสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ในอดีตได้ มาเป็นพยานยืนยันแนวเขต และประวัติการใช้ประโยชน์ในที่ดิน รวมถึงการใช้แหล่งน้ำและเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความรู้เกี่ยวกับแนวเขตและสภาพภูมิประเทศดั้งเดิมเป็นอย่างดี

       ผู้แทนประชาชนยังกล่าวถึงการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานหลายแห่ง รวมถึงการนำข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในรัฐสภา และการประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางมาอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน จึงต้องการให้จังหวัดเร่งสรุปผลการตรวจสอบและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ด้านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้สรุปกำหนด 5 ประเด็นที่ควรเร่งรัดตรวจสอบเอกสารประกอบเพิ่มเติม ได้แก่

1. หนังสือ สำคัญสำหรับที่หลวง หรือ น.ส.ล.

ตรวจสอบเลขที่ วันที่ออกประกาศ ผู้มีอำนาจลงนาม และเอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการออกหนังสือ

2. คำสั่งจังหวัดที่ 2860/2565 ตรวจสอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและผลการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน

3. คำพิพากษาศาลปกครอง ตรวจสอบเลขคดี คำพิพากษา และพื้นที่ที่ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานดำเนินการ เพื่อแยกแยะว่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาททั้งหมดหรือเฉพาะบางส่วน

4. หลักฐานทางแผนที่ เปรียบเทียบแผนที่กรมที่ดิน แผนที่กรมพัฒนาที่ดิน ข้อมูล และแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีการสำรวจตั้งแต่ปี 2530

5. พยานบุคคลและประวัติชุมชน ตรวจสอบคำให้การของผู้สูงอายุ ภาพถ่ายเก่า หลักฐานการเลี้ยงสัตว์ และประวัติการใช้ประโยชน์ในพื้นที่

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สังคมและประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องการคำตอบ คือ แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ 10,000 ไร่ที่ถูกต้องอยู่ตรงจุดใด การจัดทำประกาศและเอกสาร หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ น.ส.ล. เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ ประวัติการใช้ประโยชน์ของชาวบ้านมาแต่เดิมมีหลักฐานสนับสนุนเพียงใด และพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีกับประชาชนเป็นพื้นที่เดียวกับแนวเขตที่กำลังตรวจสอบจริงหรือไม่

การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพิจารณาว่าใครเป็นผู้บุกรุกหรือใครมีสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความถูกต้องของกระบวนการจัดทำเอกสารราชการ การรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ และความสามารถของภาครัฐในการคลี่คลายข้อพิพาทที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยประชาชนต่างคาดหวังให้ผลการตรวจสอบตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐานทางราชการ ประวัติศาสตร์ชุมชน และหลักนิติธรรม

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแก่ทุกฝ่าย พร้อมกันนี้ ผู้แทนประชาชน ยังได้เรียกร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในเบื้องต้นขอให้ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงานที่ชัดเจนด้วย.





เพชรชัยออนไลน์


ไม่มีความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น


Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.