Facebook

เพชรชัยออนไลน์.........เตรียมติดตามอ่านหนังสือการ์ตูน ขุมทรัพย์ศรีเทพ มรดกเหนือกาลเวลา เร็วๆนี้

วิกฤตหนัก! มะขามหวานเพชรบูรณ์เสี่ยงสูญพันธุ์ "ไนน์แทมมะรินด์" สับทุนเทา-ระบบเงินทุนฮุบต้นน้ำ ผู้ประกอบการถอดใจแห่ปรับตัว ยื่น 4 ข้อเสนอรัฐเร่งอุ้มก่อนเหลือแค่ตำนาน


        เพชรบูรณ์ – วันที่ 14 กันยายน 2569 สภากาแฟสื่อ ได้สัญจรไปยัง ร้านไนน์ แทมมะรินด์ ตำบลป่าเลา อำเภอเมืองเพชรบูรณ์  จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งวงสนทนา ติดตามสถานการณ์พืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด หลังได้รับการเปิดใจจาก นายชัยวัฒน์ ศรีเทศ (บอย) กรรมการผู้จัดการบริษัทไนน์ แทมมะรินด์ จำกัด ผู้ประกอบการแปรรูปมะขามหวานพรีเมี่ยมรายใหญ่ เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ "ไนน์ แทมมะรินด์" ได้เปิดใจระบุถึงวิกฤตการณ์ที่หนักหน่วงที่สุดในรอบ 20 ปี ของอุตสาหกรรม "มะขามหวานเพชรบูรณ์" สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่กำลังส่งผลกระทบสะเทือนไปตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ โรงงานแปรรูปกลางน้ำ ไปจนถึงช่องทางการตลาดปลายน้ำ

"ทุนเทา-ล้งต่างชาติ" ยึดต้นน้ำ วิกฤตขาดวัตถุดิบคุณภาพกระทบแรงงานท้องถิ่น

     นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า วิกฤตในระดับ "ต้นน้ำ" เริ่มเข้าขั้นรุนแรง จากการที่มีกลุ่มทุนต่างชาติและทุนเทานอมินีเข้ามาใช้นอมินีคนไทยกว้านซื้อเหมาสวนมะขามหวานแบบจ่ายเงินสดล่วงหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่สวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยตรง กลุ่มทุนเหล่านี้เข้ามาควบคุมปริมาณวัตถุดิบและกำหนดราคาตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการแปรรูปในพื้นที่ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุนได้

     ผลจากการยึดครองต้นน้ำ ทำให้โรงงานแปรรูปและห้องเย็นในจังหวัดเพชรบูรณ์เผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบต่อเนื่องมานาน 2–3 ปี วัตถุดิบที่เหลืออยู่ในตลาดกลับมีคุณภาพต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งฝักเล็กและรสชาติเปรี้ยวหวานปะปน ไม่ได้มาตรฐานในการผลิตสินค้าเกรดพรีเมียม ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว เนื่องจากมะขามเป็นต้นไม้สูง มีความเสี่ยงในการปีนเก็บ และขาดเทคโนโลยีทุ่นแรง จึงจำใจขายเหมาสวนให้ทุนต่างชาติในราคาถูก ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ถึงชาวบ้านในชุมชนที่เคยรับจ้างแกะเปลือกและแกะเมล็ดมะขามนับร้อยชีวิตต้องตกงาน


แบกภาระต้นทุน-ระบบเงินทุนซ้ำเติม ผู้ประกอบการจำใจ "ตัดใจ-ปรับตัว"

     ในส่วนของระดับ "กลางน้ำ" ผู้ประกอบการแปรรูปต้องแบกรับภาระต้นทุนคงที่ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าแรงพนักงาน ขณะที่ราคาวัตถุดิบมะขามแกะเปลือกแกะเมล็ดพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 400–500 บาท สวนทางกับรายได้ที่เข้ามาล่าช้า จากระบบเทอมเครดิตของห้างสรรพสินค้าที่ยาวนาน 30–90 วัน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงในการส่งตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหาร (เช่น ตรวจเชื้อ ค่าโภชนาการ และค่าตรวจน้ำ) ซึ่งต้องส่งตรวจไกลถึงกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด

      จากอุปสรรคดังกล่าว นายชัยวัฒน์ ระบุว่า จำเป็นต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำและยอมยกเลิกช่องทางการขายเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพแบรนด์ที่สร้างมากว่า 20 ปี พร้อมเปิดเผยว่าจำเป็นต้องปรับตัวหันไปทำธุรกิจอื่นเสริม เช่น บริการห้องเกลือหิมาลายันเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปใหม่ๆ (เช่น มะพร้าวฟรีซดรายอินทผลัมไวน์อินทผลัมแครกเกอร์ไส้มะขามกวน และการนำแป้งเม็ดมะขามมาแปรรูปเป็นเส้นผัดไทย) เพื่อรักษาการจ้างงานพนักงานและประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายทุกเดือน

ยื่น 4 ข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมมะขามหวานเพชรบูรณ์ต้องล่มสลาย ผู้ประกอบการได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐ ดังนี้

1.     ระดับต้นน้ำ (เกษตรกรและกระบวนการผลิต): เร่งส่งเสริมและชดเชยการปลูกมะขามหวาน ถ่ายทอดองค์ความรู้การตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เป็นทรงต้นเตี้ยเพื่อความปลอดภัยในการเก็บเกี่ยว สนับสนุนนวัตกรรมเครื่องมือตรวจวัดความสุก-ดิบ จัดหาแรงงานเก็บเกี่ยว และจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) จากสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรรักษาสวนไว้ได้โดยไม่ต้องขายเหมาสวนให้ทุนต่างชาติ

2.     ระดับกลางน้ำ (การแปรรูปและมาตรฐาน): สนับสนุน Soft Loan เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรับซื้อวัตถุดิบแข่งกับล้งต่างชาติ พร้อมขอความช่วยเหลือด้านค่าตรวจวิเคราะห์มาตรฐาน โดยเสนอให้ภาครัฐผลักดันมหาวิทยาลัยราชภัฏในพื้นที่ให้ได้รับมาตรฐาน ISO เพื่อเป็นศูนย์รับรองและตรวจวิเคราะห์คุณภาพอาหารในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาส่งตรวจต่างจังหวัดได้อย่างมาก

3.     ระดับปลายน้ำ (การตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว) ขอให้ภาครัฐช่วยเจรจากับห้างสรรพสินค้าใหญ่เพื่อลดหรือยกเว้นค่าแรกเข้า (ค่าแป๊ะเจี๊ยะ) ให้แก่สินค้า OTOP 5 ดาว พัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ของไทยเองเพื่อลดค่าธรรมเนียม GP ตลอดจนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง เช่น การขยายระยะทางการวิ่งของรถตู้ท่องเที่ยวให้เกิน 300 กิโลเมตร ผลักดันเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน) รวมถึงการบริหารจัดการสัญญาณไฟจราจรและงานทางหลวงให้เอื้อต่อการเดินทาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์โดยรวม

4.     การตรวจสอบธุรกิจผิดกฎหมาย เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและกองบังคับการปราบปราม (สอบสวนกลาง) เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและการใช้นอมินีของกลุ่มทุนต่างชาติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการยึดครองห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทย

     "หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉย ไม่เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อนาคตของ 'มะขามหวานเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ GI และเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัด อาจกลายเป็นเพียง 'ตำนานที่หลงเหลืออยู่แค่ชื่อ ไม่ต่างจากส้มบางมดหรือทุเรียนเมืองนนท์ในอดีต" นายชัยวัฒน์  กล่าวทิ้งท้าย





ชาติ วิกสิตโกมุท/เพชรชัยออนไลน์


 


ไม่มีความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น


Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.